Apple เริ่มเปิดรับจอง iPhone 11 series ในหลายประเทศแล้ว ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายนนี้ แต่ประเทศไทยของเรายังไม่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มแรก ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราได้มีเวลาพิจารณาว่าจะเลือกซื้อรุ่นไหนดีระหว่าง iPhone 11 กับ iPhone 11 Pro โดยเริ่มจากความแตกต่างของสเปกทั้ง 2 รุ่น
iPhone 11 Pro (ซ้าย) iPhone 11 Pro Max (กลาง) iPhone 11 (ขวา)
สเปกของ iPhone 11 Pro Max จะเหมือนกับ iPhone 11 Pro ยกเว้นจอแสดงผล ความละเอียด 2688 x 1242 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว และแบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS Max สูงสุด 5 ชั่วโมง
การออกแบบ
ดีไซน์โดยรวมของ iPhone 11 กับ iPhone 11 Pro มีความคล้ายกันมาก แต่ก็เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนที่ระบบกล้องหลัง iPhone 11 เป็นรุ่นเดียวที่มาพร้อมกล้องคู่หลัง ส่วน iPhone 11 Pro กับ iPhone 11 Pro Max มีกล้องหลัง 3 ตัว
iPhone 11 ยังดูคล้ายกับ iPhone XR ด้วยวัสดุอะลูมิเนียมและกระจกเงา ส่วน iPhone 11 Pro กับ iPhone 11 Pro Max ใช้วัสดุสแตนเลสสตีลและกระจกผิวด้าน Apple อ้างว่า iPhone ทั้ง 3 รุ่นใหม่ ใช้กระจกที่ทนทานที่สุดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน แต่เมื่อพิจารณาจากเฟรมโลหะ iPhone 11 Pro ควรจะมีความแข็งแรงกว่า
iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีให้เลือก 4 สี คือ สีเขียวมิดไนท์กรีน, สีเทาสเปซเกรย์, สีเงิน และ สีทอง ดังนั้น ถ้าใครชอบสีสันที่สดใส iPhone 11 มีให้เลือกมากกว่า ได้แก่ สีม่วง, สีเขียว, สีเหลือง, สีดำ, สีขาว และ สีแดง PRODUCT(RED)
iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ยังได้รับการออกแบบมาให้ต้านทานน้ำลึกถึง 4 เมตร นานสูงสุด 30 นาที ส่วน iPhone 11 ได้รับมาตรฐาน IP68 เช่นกัน แต่ต้านทานน้ำลึก 2 เมตร ในระยะเวลาสูงสุด 30 นาที
จอแสดงผล
iPhone 11 มาพร้อมจอแสดงผล Liquid Retina HD (LCD) ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1792 x 828 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 326ppi อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,400:1 ความสว่างสูงสุด 625 นิต (ทั่วไป)
iPhone 11 Pro มาพร้อมจอแสดงผล Super Retina XDR ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 458 ppi อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 (ทั่วไป) ความสว่างสูงสุด 800 นิต (ทั่วไป)
iPhone 11 Pro Max มาพร้อมจอแสดงผล Super Retina XDR ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 2688 x 1242 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 458 ppi อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 (ทั่วไป) ความสว่างสูงสุด 800 นิต (ทั่วไป)
iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ไม่มี 3D Touch แล้ว และถูกแทนที่ด้วย Haptic Touch เหมือนกับ iPhone 11
iPhone ทั้ง 3 รุ่น ยังรองรับการแสดงผลแบบ True Tone ขอบเขตสีกว้าง (P3) แต่ iPhone 11 ไม่สนับสนุน HDR
ประสิทธิภาพ
iPhone 11 มีจุดเด่นที่ประสิทธิภาพ เพราะใช้ชิปประมวลผลรุ่นเดียวกับ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max โดยมาพร้อมชิป A13 Bionic มีประสิทธิภาพด้าน CPU ดีกว่า 20% ด้าน GPU ดีกว่า 30% และประหยัดพลังงานสูงสุด 40% เมื่อเทียบกับชิป A12 Bionic อีกทั้งระบบ Machine Learning Accelerators ยังทำงานได้มากกว่า 1 ล้านล้านคำสั่งต่อวินาที
แบตเตอรี่
ชิป A13 Bionic ยังช่วยให้ iPhone รุ่นใหม่มีความสามารถในการประหยัดพลังงานได้ดีขึ้น โดย iPhone 11 ใช้งานได้นานกว่า iPhone XR สูงสุด 1 ชั่วโมง, iPhone 11 Pro ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS สูงสุด 4 ชั่วโมง และ iPhone 11 Pro Max มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานที่สุดเมื่อเทียบกับ iPhone ทุกรุ่น และใช้งานได้นานกว่า iPhone XS Max สูงสุด 5 ชั่วโมง
iPhone 11 series ยังสนับสนุนชาร์จเร็ว และอุปกรณร์ชาร์จไร้สาย แต่ iPhone 11 ไม่ได้แถมอุปกรณ์ชาร์จเร็วมาให้ ขณะที่ iPhone 11 Pro กับ iPhone 11 Pro Max มาพร้อมอุปกรณ์ชาร์จเร็ว 18W สามารถชาร์จแบตเตอรี่ถึงระดับ 50% ในเวลา 30 นาที
กล้อง
จอแสดงผลเป็นจุดที่ทำให้ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เหนือกว่า iPhone 11 อย่างชัดเจน และระบบกล้องหลังก็เช่นกัน
iPhone 11 มาพร้อมกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 พร้อมระบบกันสั่น OIS วางคู่กับกล้องอัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 รองรับการซูมออกแบบออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 5 เท่า
ขณะที่ iPhone 11 Pro กับ iPhone 11 Pro Max มีกล้องหลักกับกล้องอัลตร้าไวด์แบบเดียวกับ iPhone 11 แต่มีกล้องตัวที่ 3 เพิ่มเข้ามา นั่นก็คือกล้องเทเลโฟโต้ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.0 พร้อมระบบกันสั่น OIS รองรับการซูมเข้าแบบออปติคอล 2 เท่า ซูมออกแบบออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม iPhone ทั้ง 3 รุ่นใหม่ ยังได้รับซอฟต์แวร์แบบเดียวกัน ทั้ง Smart HDR ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่, Night Mode ช่วยถ่ายภาพในที่แสงน้อย, Portrait Mode ที่สามารถถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงและวัตถุได้แล้ว และ Portrait Lighting มีให้เลือก 6 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวที, แสงไฟเวทีขาวดำ, แสงไฟขาวดำไฮคีย์)
iPhone 11 series ยังมาพร้อม Deep Fusion ระบบประมวลผลภาพแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Neural Engine ของ A13 Bionic และจะสามารถใช้งานได้ภายในปีนี้ โดย Deep Fusion จะใช้การเรียนรู้ของระบบที่ล้ำหน้าในการประมวลผลรูปภาพแบบพิกเซลต่อพิกเซล เพื่อปรับรายละเอียด ลวดลาย และจุดรบกวนในทุกส่วนของภาพให้สวยงามลงตัวที่สุด
สำหรับกล้องหน้า หรือกล้อง TrueDepth ของ iPhone ทั้ง 3 รุ่นใหม่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ทั้งหมดมาได้รับฟีเจอร์ใหม่ Slofie สำหรับถ่ายเซลฟี่แบบสโลว์โมชั่น ที่ 120 เฟรมต่อวินาที และสามารถถ่ายวีดีโอแบบมีระบบกันสั่นได้สูงสุด 4K
การเชื่อมต่อ
iPhone 11 series สนับสนุนเทคโนโลยี LTE ระดับ Gigabit การเชื่อมต่อ Wi‑Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ที่มีความเร็วกว่ารุ่นก่อน และยังได้รับชิป U1 ใช้เทคโนโลยีอัลตร้าไวด์แบนด์สำหรับการรับรู้ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟน และเมื่อ iOS 13.1 เปิดให้ใช้งานในวันที่ 30 กันยายนนี้ AirDrop ก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถรับรู้ทิศทางการหันเครื่อง และแนะนำเครื่องที่จะแชร์ไฟล์ด้วยได้
ความจุและราคา
iPhone 11
- 64GB ราคา 24,900 บาท
- 128GB ราคา 26,900 บาท
- 256GB ราคา 30,900 บาท
iPhone 11 Pro
- 64GB ราคา 35,900 บาท
- 256GB ราคา 41,900 บาท
- 512GB ราคา 48,900 บาท
iPhone 11 Pro Max
- 64GB ราคา 39,900 บาท
- 256GB ราคา 45,900 บาท
- 512GB ราคา 52,900 บาท
สรุป
iPhone 11 ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ด้วยราคาเปิดตัวที่ถูกลงกว่าเดิม เมื่อเทียบกับ iPhone XR แต่ยังได้ชิปประมวลผลที่มีประสิทธิภาพเหมือนกับ iPhone 11 Pro กับ iPhone 11 Pro Max ระบบกล้องก็ได้รับการพัฒนา เรียกได้ว่าเหนือกว่า iPhone XS ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ยังเหนือกว่าที่จอแสดงผล ซึ่งให้ความคมชัดกว่า และกล้องหลังก็เหมาะสำหรับการใช้งานระดับมืออาชีพ จึงต้องวิเคราะห์กันเองว่าส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นมา เมื่อเทียบกับคุณสมบัติบางอย่างที่ดีกว่า คุ้มค่าพอให้จ่ายเงินเพิ่มหรือไม่
อย่างไรก็ตาม iPhone 11 series ยังไม่พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทย แต่จะเปิดรับจองแล้วในสหรัฐอเมริกา, เปอร์โตริโก, หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ และอีกกว่า 30 ประเทศและภูมิภาค
ที่มา – MacRumors
https://www.flashfly.net/wp/267308